Beauty Ingredients from Ancient to Modern World

Beauty Ingredients from Ancient to Modern World

อย่าพลาด! ส่วนผสมดูแลผิวการันตีจากคนโบราณ

รายการส่วนผสมดูแลผิวที่เห็นผลจนสืบต่อความรู้มารุ่นต่อรุ่น

Beauty Ingredients from Ancient to Modern World

วิธีการต่าง ๆ ในด้านความงามแบบโบราณนั้นแม้ว่าบางครั้งจะดูแหวกแนวและดูแปลกตาแต่ก็มีส่วนผสมดูแลผิวจากธรรมชาติหลายชนิดที่ผ่านการทดสอบตามกาลเวลาว่ามันส่งผลดีกับผิวพรรณจริง ๆ และคุณมักพบได้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์เสริมความงามมากมายในปัจจุบัน นี่คือความจริงว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในตลาดปัจจุบันมีส่วนผสมจากธรรมชาติที่ยืนหยัดมายาวนานและส่งต่อจากผู้หญิงรุ่นต่อรุ่นจากทั่วโลก แม้ว่าชาวโรมันโบราณจะใช้เลือดแกะทาเล็บแต่เราจะไม่พาคุณไปทำตามแน่นอนด้านล่างนี้เราได้รวบรวมรายการส่วนผสมที่มีประวัติการใช้มายาวนานจนถึงปัจจุบันเพื่อให้คุณมั่นใจในการเลือกส่วนผสมในสกินแคร์ครั้งต่อไปว่าจะไม่ผิดหวังกับผลลัพธ์ มีหลายรายการให้คุณเลือกใช้ให้เข้ากับสภาพผิวของคุณและไม่ต้องห่วงนะคะเราจะไม่นำรายชื่อส่วนผสมแปลก ๆ มาให้คุณลองทำแน่นอนค่ะ

Beauty Ingredients from Ancient to Modern World

EGG : ไข่

ไข่ถูกใช้เป็นส่วนผสมเพื่อความงามมานานนับพันปีถูกนำมาใช้ในเครื่องสำอางตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ในวัฒนธรรมของชาวยิว กรีก อาหรับ และละติน แม้ว่าการใช้งานจะแตกต่างกันไปแต่ก็มีข่าวลือว่าคลีโอพัตราใช้ผ้าขาวเป็นมาส์กหน้าลดรูขุมขน แม้กระทั่งในเอเชียเองก็มีพิธีกรรมความงามด้วยไข่ตั้งแต่สหัสวรรษแรกในประเทศจีน 600 ปีก่อนคริสตกาล จาง ลี่หัว ที่ได้รับการยอมรับจากความงามของเธอว่าเป็นนางสนมในตำนานลือกันว่านางได้ตีครีมบำรุงผิวหน้าที่ทำมาจากไข่ขาวและสีแดงและในช่วงศตวรรษสุดท้ายของราชวงศ์โชซอนเกาหลีหนังสือ Gyuhap chongseo ได้บันทึกขั้นตอนความงามโดยการผสมไข่ในเหล้าเพื่อนำมาทาบนใบหน้าเพื่อผิวที่เปล่งประกายเหมือนหยก พิธีกรรมความงามที่คล้ายกันโดยใช้ไข่ยังคงปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางตลอดหลายชั่วอายุคนทั่วเอเชียตะวันออกเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากส่วนประกอบแต่ละอย่าง เช่น ไข่ขาว ไข่แดง เปลือกไข่ มีวิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนที่จำเป็นเฉพาะตัวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเติมเต็มความยืดหยุ่นและให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก  

Beauty Ingredients from Ancient to Modern World

ไขความลับ : ไข่เป็นแหล่งของโปรตีนที่ดีซึ่งส่งผลต่อการสร้างเซลล์ผิวที่มีคุณภาพ

เนื่องจากไข่มีโปรตีนสูงให้การบำรุงแบบองค์รวมแก่ผิวของคุณมาควบคู่กับลูทีนที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวและวิตามินรวมไข่จึงสามารถพิสูจน์ตัวเองมาได้อย่างยาวนานว่าเป็นอาหารชั้นเลิศสำหรับผิวของคุณ โปรตีนเหล่านี้จะช่วยซ่อมแซมผิวและสร้างความกระชับให้กับเนื้อเยื่อผิวหนัง ไข่แดงจะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเพิ่มความเปล่งประกายบนผิวเนื่องจากไข่แดงเต็มไปด้วยกรดไขมันที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและเมื่อภายนอกไข่ขาวมีอัลบูมินซึ่งเป็นกลุ่มของโปรตีนที่ช่วยให้ผิวของเราดูดซับน้ำมันส่วนเกินและกระชับขึ้น มีความสามารถสูงในการกระชับรูขุมขน

ใช้ไข่บำรุงผิวอย่างไร?

ใช้ไข่บำรุงผิวอย่างไร?

การทาน : ไม่ว่าจะต้ม แกง หรือทำเป็นไข่เจียว หากใครชอบทานไข่ควรเริ่มจากวันละฟองเพื่อจะค่อย ๆ ช่วยลดปัญหาผิวของคุณได้

การใช้ไข่ภายนอกกับผิวหนัง : ไข่ขาวมีข้อดีหลายประการต่อผิวหนังโดยผู้คนส่วนใหญ่มักนำมาทำการมาส์กคุณอาจจะผสมกับโยเกิร์ตหรือน้ำมะนาว หรือแม้แต่กับน้ำผึ้งเพื่อกำจัดสิวหัวดำและสิวเสี้ยน

ใช้ไข่บำรุงผิวอย่างไร?

MILK : นม

คลีโอพัตรา ฟาโรห์องค์สุดท้ายของอียิปต์โบราณมีชื่อเสียงตลอดประวัติศาสตร์ในเรื่องความงามอันน่าทึ่งและผิวพรรณที่เปล่งปลั่งของเธอ ว่ากันว่าเธอต้องอาบน้ำด้วยนมลาเพื่อให้ผิวของเธอนุ่มและสวยงาม ตำนานเล่าว่าเธอต้องการลาให้นม 700 ตัวเพื่อจัดหานมสำหรับการอาบน้ำในแต่ละวัน ต่อมาคือ Pppaea Sabina พระมเหสีคนที่สองของจักรพรรดิ Nero ก็ชื่นชอบการอาบน้ำนมเช่นกันครั้งหนึ่งเธอเคยบอกไว้ว่าในนมลา “มีเวทมนตร์แฝงอยู่ซึ่งจะขจัดโรคภัยไข้เจ็บทั้งหมดออกไปจากร่างกายของคุณ” นางยังได้ล้างหน้าด้วยนมลาเจ็ดครั้งต่อวันเพื่อลบริ้วรอยบนใบหน้าและรักษาความขาวของผิวไว้ ต่อมาชนชั้นสูงชาวยุโรปในช่วงปลายทศวรรษ 1600 เคยอาบน้ำนมลาเป็นประจำและเมื่ออาบเสร็จพวกเขาก็มีวิธีทิ้งนมโดยให้คนรับใช้ขายนมให้คนชนชั้นล่างทันทีที่พวกเขาอาบน้ำเสร็จ

ใช้ไข่บำรุงผิวอย่างไร?

ไขความลับ : ในนมมีกรดอัลฟ่าไฮดรอกซี (AHA)

นมมีกรดแลคติคซึ่งเป็นกรดอัลฟ่าไฮดรอกซี (AHA) หลาย ๆ คนอาจคุ้นเคยกับประโยชน์ของ AHA ซึ่งมันได้เป็นหนึ่งส่วนผสมที่นิยมมากในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาเป็นเวลาหลายปีมีทั้งที่มาจากส่วนผสมจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ในห้องแล็บ โดยการทำงานของ AHA นั้นมันจะแทรกซึมเข้าสู่ชั้นบนสุดของผิวหนังเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วการผลัดผิวนี้จึงช่วยกระตุ้นสร้างเซลล์ผิวที่แข็งแรงขึ้นมาใหม่จะช่วยให้ผิวฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น

ใช้นมบำรุงผิวอย่างไร : แช่ตัวในน้ำผึ้งและนมสูตรคลีโอพัตรา

ใช้นมบำรุงผิวอย่างไร : แช่ตัวในน้ำผึ้งและนมสูตรคลีโอพัตรา

  • น้ำผึ้ง  2 ช้อนโต๊ะ
  • นมไขมันเต็ม 100 มล.
  • กลีบกุหลาบกำมือ 

ให้ค่อย ๆ น้ำผึ้งจนละลายหมดในน้ำนมควรระวังอย่าต้มให้เดือดเพียงแค่อุ่นให้น้ำผึ้งละลายก็พอแล้วปล่อยให้ส่วนผสมเย็นลง เทนมและน้ำผึ้งลงในอ่างน้ำร้อนที่จะแช่แล้วโรยกลีบกุหลาบในอ่างอาบน้ำ เอนหลังในอ่างอาบน้ำผ่อนคลายและถูผิวเบา ๆ ด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว พออาบเสร็จให้ล้างออกด้วยน้ำเปล่า

ใช้นมบำรุงผิวอย่างไร : แช่ตัวในน้ำผึ้งและนมสูตรคลีโอพัตรา

AVOCADO : อโวคาโด

อโวคาโดมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่าชาวแอซเท็ก อินคา และมายันใช้เป็นอาหาร นอกจากการทานแล้วพวกเขาก็ทาเนื้ออโวคาโดบนผิวหนังเหมือนการมาส์กเพื่อปกป้องผิวของพวกเขาจากแสงแดดที่ร้อนแรงและสายลมอบอ้าวที่คอยทำให้ผิวแห้ง

ไขความลับ : อโวคาโดน้ำมันคุณภาพสูงจากธรรมชาติ

ไขความลับ : อโวคาโดน้ำมันคุณภาพสูงจากธรรมชาติ

การใช้น้ำมันอะโวคาโดที่แนะนำอย่างหนึ่งคือเครื่องสำอาง และรายงานเบื้องต้นก็ดูมีแนวโน้มดี นอกจากสีเขียวแล้ว ยังเปรียบเทียบได้ดีมากกับลาโนลิน เนื่องจากลาโนลินซึมผ่านผิวหนังได้ดีมันเป็นหนึ่งในน้ำมันที่ซึมซาบได้ดีที่สุดที่เรารู้จัก โดยมีค่าลาโนลินสูงที่มีพลังในการแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อผิวหนัง จึงทำหน้าที่เป็นพาหะสำหรับสารอันทรงคุณค่าจำเป็นอื่น ๆ ทะลุทะลวงลงสู่เซลล์ผิวให้ผลที่ดีเยี่ยมในการกักเก็บความชื้นในผิวหนังทำให้ผิวนุ่มนวล และยังประกอบด้วยกรดไขมันซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและช่วยให้ผิวพรรณดูอวบอิ่มและดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มความเงางามทำให้ผิวฉ่ำวาวโดยไม่ทำให้รูขุมขนอุดตัน

ไขความลับ : อโวคาโดน้ำมันคุณภาพสูงจากธรรมชาติ

ใช้อโวคาโดบำรุงผิวอย่างไร?

  • อโวคาโดสุก 1 ใน 4 ส่วน (จาก 1 ผล)
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • แอปเปิลไซเดอร์ครึ่งช้อนชา

วิธีง่ายมาก ๆ เพียงแค่ผสมทุกอย่างให้เข้ากันและเนื้ออโวคาโดเนียนให้ทาบาง ๆ บนผิวที่สะอาดและปล่อยให้แห้งแล้วล้างออกและตามด้วยการบำรุงผิวด้วยสกินแคร์ที่คุณชอบที่สำคัญอย่าลืมว่าหากผสมสูตรนี้แล้วควรทำทันทีอย่าปล่อยทิ้งไว้นะคะเพราะอโวคาโดเป็นผลไม้ที่เสื่อมสภาพเร็วมาก ๆ 

TEA BATHS : การแช่ชา

TEA BATHS : การแช่ชา

เมื่อพูดถึงชาคิดว่าจะรอดจากอียิปต์โบราณแต่เสียใจด้วยค่ะการอาบน้ำชาที่เก่าแก่นั้นถูกพบที่อียิปต์ ชาวอียิปต์โบราณเป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่นำการอาบน้ำมาใช้เป็นกิจวัตรประจำวัน เพื่อทำความสะอาดตัวเองระหว่างและหลังอาบน้ำ ชาวอียิปต์ใช้น้ำมันหอมระเหย น้ำมันดอกไม้ อบเชย เปปเปอร์มินต์ มาจอแรมหวาน กำยาน ดอกลิลลี่สีขาว มะกอก งา ละหุ่ง และน้ำมันจากอัลมอนด์ ชาคือการนำใบไม้ ดอกไม้หรือพืชพรรณต่าง ๆ มาแช่ในน้ำร้อนหรืออุ่นนี่จึงเป็นการแนะนำการอาบน้ำชาครั้งแรกในโลก ต่อมายุคกรีซและโรมมีแพทย์ชาวกรีกผู้เป็นที่รู้จักในนามบิดาแห่งการแพทย์คือ ฮิปโปเครตีสเขาได้รับแรงบันดาลใจจากคุณสมบัติในการรักษาโรคของการอาบน้ำของชาวอียิปต์โบราณมาทำการบำบัดโดยใช้น้ำเพื่อรักษาร่างกายมันจึงค่อย ๆ กระจายไปทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียน วัฒนธรรมการอาบน้ำแบบกรีก-โรมันด้วยชาและสมุนไพรแพร่กระจายไปทั่วโลก รวมถึงเอเชียและต่อมาตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่นสมัยโบราณจะใส่ส่วนผสมในท้องถิ่นลงในน้ำอาบ เช่น ผลไม้สดตามฤดูกาลหรือใบชาที่มีกลิ่นหอม 

ไขความลับ : ต้านอนุมูลอิสระและขับสารพิษได้ดีเยี่ยม

ไขความลับ : ต้านอนุมูลอิสระและขับสารพิษได้ดีเยี่ยม

มันคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสามารถบรรเทาและล้างพิษว่ากันว่าชาเขียวและชาดำมีประโยชน์มากที่สุดต่อคุณสมบัติในการรักษาโรครวมถึงสามารถรักษาความเครียด ลดอาการวิตกกังวล อาการหวัด อารมณ์ไม่ดี และความเหนื่อยล้า ช่วยเติมพลังให้กับระบบไหลเวียนโลหิต และทำให้ทั้งจิตใจและร่างกายเกิดการผ่อนคลาย

ใช้ชาบำรุงผิวอย่างไร?

ใช้ชาบำรุงผิวอย่างไร?

ให้วางถุงชาที่เตรียมไว้บนก๊อกน้ำในอ่างอาบน้ำและปล่อยให้น้ำร้อนไหลผ่านในขณะที่คุณเติมน้ำในอ่าง

อาบน้ำแล้วแช่ 20 นาที หรือคุณไม่มีอ่างอาบน้ำใช่ไหม? ไม่ต้องกังวลคุณยังคงสามารถสัมผัสถึงคุณประโยชน์ของการอาบน้ำชาสมุนไพรในห้องอาบน้ำได้เพียงแขวนถุงชาสมุนไพรไว้บนก้านฝักบัวให้อยู่ตำแหน่งที่น้ำไหลแล้วเปิดน้ำอุ่นอาบเป็นวิธีที่ง่ายแสนง่ายเลยละ

ROSE WATER : น้ำกุหลาบ

ROSE WATER : น้ำกุหลาบ

นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าน้ำกุหลาบน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) แม้กระทั่งทุกวันนี้ในความเป็นจริงแล้ว 90% ของน้ำกุหลาบที่ถูกผลิตขึ้นในโลกก็ยังคงมาจากอิหร่าน โดยดอกกุหลาบเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่เก่าแก่ที่สุด มีต้นกำเนิดในเอเชียกลางและแพร่กระจายออกไปเรื่อยทั่วโลกความงามและกลิ่นหอมของดอกกุหลาบดึงดูดราชวงศ์โบราณจำนวนมาก โดยเห็นได้จากภาพวาดตามสถานที่หรือเอกสารต่าง ๆ  ว่ากันว่าคลีโอพัตราซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องความหลงใหลในดอกกุหลาบ พระนางมีน้ำพุที่เป็นน้ำจากดอกกุหลาบและมักโรยกลีบกุหลาบในห้องนอนของพระนางเพื่อล่อลวงนายพลมาร์ก แอนโทนีแห่งโรมัน สำหรับน้ำกุหลาบบริสุทธิ์ (ที่ไม่ใช่แค่การผสมกลีบกุหลาบกับน้ำเหมือนคนโบราณ) ถูกประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่ 10 โดยนักเคมีชาวเปอร์เซียที่รู้จักกันในชื่อ Avicenna เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่ได้พบกระบวนการกลั่นน้ำมันหอมระเหยและจากกระบวนการผลิตน้ำมันดอกกุหลาบนี้ก็ได้น้ำกุหลาบเป็นผลพลอยได้แถมมานั่นเอง

ไขความลับ : ช่วยปลอบประโลมและปกป้องผิวจากการอักเสบ

ไขความลับ : ช่วยปลอบประโลมและปกป้องผิวจากการอักเสบ

การระคายเคืองผิวหนัง เช่น รอยแดงและสิวที่เกิดจากการอักเสบมันจะช่วยปลอบประโลมผิวลดการระคายเคืองของผิวหนังได้เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสร้างคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติ ช่วยปกป้องผิวจากการอักเสบช่วยให้ผิวสงบผ่อนคลาย แน่นอนว่าการอักเสบสามารถเร่งกระบวนการชราของผิวได้ดังนั้นสารต้านอนุมูลอิสระของน้ำกุหลาบจึงออกฤทธิ์เพื่อลดอนุมูลอิสระเหล่านี้และปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหาย

ใช้น้ำกุหลาบบำรุงผิวอย่างไร?

ใช้น้ำกุหลาบบำรุงผิวอย่างไร?

  • กลีบกุหลาบ
  • Deionized Water (DI-Water) (Cosmetic) น้ำกลั่นสำหรับเครื่องสำอาง

ให้นำกลีบกุหลาบ 2 ถ้วยต่อน้ำกลั่น 5 ถ้วยไปต้มเมื่อเดือดแล้วให้เคี่ยวต่อไปอีก 20 นาที พอครบเวลาแล้วให้ปิดฝาอบให้ความร้อนทำงานต่อไปและปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นก่อนกรองบรรจุขวดด้วยผ้าขาวบางเก็บไว้ใช้แทนสเปรย์น้ำแร่ในเวลาที่รู้สึกว่าผิวเกิดการระคายเคืองหรือใช้เพื่อความสดชื่นก็ได้นะคะ

SALT : เกลือ

SALT : เกลือ

เกลือมีมาตั้งแต่สมัยจีนโบราณ อียิปต์ กรีก และโรม ถูกนำมาใช้เพื่อการรักษา พิธีกรรม การป้องกันและการรักษาโรคต่าง ๆ ใน 460 ปีก่อนคริสตกาลเกิดการแบ่งปันกันในอารยธรรมโบราณมากมาย ฮิปโปเครติส (ถือว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งการแพทย์สมัยใหม่) ได้แนะนำให้ผู้คนสูดดมเกลือเพื่อการรักษาระบบทางเดินหายใจ และจะใช้เกลือบนผิวหนังเพื่อรักษาโรคผิวหนัง ต่อมาประมาณปีคริสต์ศักราช 100 แพทย์ชาวโรมันชื่อ Dioskurides ได้ผสมเกลือกับสารต่าง ๆ เช่น น้ำส้มสายชู ไวน์ หรือน้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคทางเดินอาหารและโรคผิวหนัง

ไขความลับ : ช่วยฆ่าเชื้อและต้านแบคทีเรีย

ไขความลับ : ช่วยฆ่าเชื้อและต้านแบคทีเรีย

เกลือสามารถกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในร่างกายอีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบอีกด้วย เกลือไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียเท่านั้นแต่ยังต้านไวรัสและเชื้อราจึงทำให้เกลือมีคุณประโยชน์ในการทำความสะอาดที่หลากหลายดังนั้นมันถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อช่วยในการรักษาโรคผิวหนังที่อักเสบเรื้อรัง เนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการผู้คนได้กลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองและสุขภาพมากขึ้น เกลือจึงถูกนำมาบำบัดโดยทำเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มักมีส่วนผสมหลากหลายที่อุดมด้วยแร่ธาตุ น้ำมันหอมระเหย สารสกัดจากพฤกษศาสตร์ ส่วนผสมพิเศษเหล่านี้จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายตามแต่อาการของลูกค้าเนื่องจากการใช้เกลืออาบน้ำมีประโยชน์มากมายช่วยผ่อนคลายและบรรเทาความเครียดคลายกล้ามเนื้อที่ตึงและส่งเสริมความรู้สึกสงบ แร่ธาตุในเกลืออาบน้ำสามารถขัดผิวขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและส่งเสริมให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้เกลืออาบน้ำยังมีแมกนีเซียมและซัลเฟตสามารถช่วยในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบ และบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย

ใช้เกลือบำรุงผิวอย่างไร?

ใช้เกลือบำรุงผิวอย่างไร?

ทำเกลืออาบน้ำสูตร Sleepy Time Blend เพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้นกันดีกว่า

  • ดีเกลือฝรั่ง 4 ถ้วย
  • เกลือหิมาลัยสีชมพู 1 ถ้วย
  • น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์ 20 หยด
  • น้ำมันหอมระเหยดอกคาโมมายล์ 20 หยด
  • ดอกลาเวนเดอร์แห้ง 2 ช้อนโต๊ะและดอกคาโมมายล์แห้ง 2 ช้อนโต๊ะ

ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันแล้วแบ่งใช้ในอ่างตามต้องการโดยการแช่ตัวในอ่างอาบน้ำอย่างน้อย 20 นาทีจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุด

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG

Tag
11 Facial Cleansersคลีนเซอร์ 11 ประเภทการเลือกคลีนเซอร์แบบไหนดีที่สุดสำหรับคุณ? (1) กินเนยกี(Ghee) ดีกับผิวจริงเหรอ?ให้ผิวสวยเปิดรับผิวเปล่งปลั่ง นุ่มนวล และดิวอี้ ด้วยไขมันดีมันคืออะไร - ต้นกำเนิด - ประโยชน์ - วิธีทำ (1) ครีมบำรุงผิว (62) ครีมบำรุงผิว ครีมบำรุงหน้า น้ำหอม (1) ครีมบำรุงหน้า (62) น้ำหอม (10) วิธีการตะไบเล็บที่ถูกต้อง (1) วิธีแต่งคิ้วให้สวยเด้ง (1) วิธีใช้ลิปสติกเป็นบลัชออน (1) สกินแคร์ใช้นานแค่ไหนถึงจะเห็นผล? (1) เลือกน้ำหอมผู้หญิงจาก 6 กลุ่มนิสัย (1) “BVLGARI OMNIA FRAGRANCE COLLECTION” (part 2) (1) “J-Beauty(Japanese Beauty)”ความหมายของผิวสวยในประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างไร?ด้วยคอนเซ็ปต์ เรียบง่าย รอบคอบ สร้างสรรค์แต่ดั้งเดิม (1)