<strong><em>Vegan Collagenวีแกนคอลลาเจนทดแทนคอลลาเจนปกติได้หรือไม่?คอลลาเจนจากพืช Vs สัตว์ – มีความแตกต่างกันอย่างไร?</em></strong>

ครีม

ด้วยการเพิ่มขึ้นของการบริโภคแบบมังสวิรัติสิ่งหนึ่งแน่นอนที่จะต้องเกิดขึ้นคือการมองหาทรัพยากรทางเลือกจากพืชสําหรับการผลิตอาหารรวมถึงสินค้าต่าง ๆ ยิ่งนับวันก็ยิ่งได้รับความนิยมขึ้นมากขึ้นจนอาจมีคำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากพืชจะมีประโยชน์ทางโภชนาการเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้จริงหรือเปล่า? โชคดีที่ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการวิจัยที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืชได้แสดงให้เราเห็นว่าในพืชหลายชนิดมีคอลลาเจนอยู่จริง ในบทความนี้คุณจะได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างวีแกนคอลลาเจนกับคอลลาเจนปกติที่ได้จากสัตว์เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดเพื่อจะได้เลือกให้ตรงกับความต้องการของร่างกายของคุณ คอลลาเจนคืออะไร? คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สำคัญที่สุดในร่างกายของคุณ คอลลาเจนเป็นโมเลกุลโปรตีนที่มีปริมาณมากถึงหนึ่งในสามของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย มันมีหน้าที่เพื่อเป็นโครงสร้างของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายมันจะอยู่ในแทบทุกส่วนของร่างกายมนุษย์ เช่น ผิวหนัง กระดูก กล้ามเนื้อ เล็บ เอ็น และข้อต่อต่าง ๆ สำคัญมากสำหรับผิวที่เต่งตึงเพราะมันทำหน้าที่เหมือนกับสปริงในที่นอน และเมื่อสปริงยุบ หด หรือหัก พื้นผิวที่เรียบ เด้ง เต่งตึง ก็จะย้วยและ ขาดความยืดหยุ่น (ในรูปซ้ายไปขวา – จากแข็งแรงไปอ่อนแอ) คอลลาเจนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง? คอลลาเจนที่พบในร่างกายมนุษย์มี 28 ชนิด แต่มี 5 ชนิดที่ใช้กันมากที่สุดในผลิตภัณฑ์เสริม แต่มีสามชนิดที่มีผลผิวพรรณมากที่สุดคือ Type I, Type II, Type III คอลลาเจนเหล่านี้มีแหล่งที่มาแตกต่างกันและส่งผลต่อประโยชน์ที่แตกต่างกันไปตามประเภทของส่วนผสม คอลลาเจนชนิดที่ 1 : Type I คอลลาเจนชนิดที่ 1 […]

<strong><em>Rosy Glowing Skin ผิวอมชมพูแบบธรรมชาติถ้าผิวดูสุขภาพดีจะมีผิวเฉดสีไหนก็สวยได้</em></strong>

ครีม

เราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผิวขาวยังคงเป็นกระแสหลักในความงามของหญิงสาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเราจนมีบางคนต้องอาศัยทางลัดอย่างเช่นการฉีดผิวเพื่อจะทำให้สีผิวของตัวเองดูอ่อนลงแต่ผิวที่ได้กลายเป็นผิวที่ซีดจาง ผิวไม่มีเลือดฝาดจนต้องอาศัยการแต่งหน้าเพื่อพลางผิวที่ไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งบางคนมีความฝันที่อยากจะมีผิวอมชมพูเปล่งปลั่งดูสุขภาพดีนี้หมายถึงการไหลเวียนเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงโดยเฉพาะผิว พูดไปก็เหมือนเกินจริง แต่เฉดสีแดงเล็กน้อยจากการไหลเวียนเลือดภายในร่างกายจะทำให้คุณมีผิวที่ดูสุขภาพดีเป็นสีกลีบดอกกุหลาบแบบธรรมชาติทําให้คุณดูสดชื่นและอ่อนเยาว์ขึ้น ไม่ว่าคุณจะมีผิวสีคล้ำหรือสีไหน ๆ ถ้าผิวมีสีอมชมพูจะทำให้คุณมีเสน่ห์และน่ามองขึ้นอีกเยอะเลยล่ะ 1. อย่าอดอาหาร  : ทานอาหารให้ครบมื้อเพื่อเสริมการซ่อมแซมของร่างกายและเซลล์ผิว หากคุณไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักหรือน้ำหนักไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่มีปัญหามากนักการอดอาหารจะทำให้คุณดูไม่สดใส แต่! ก็ใช่ว่าคุณจะกินได้ทุกอย่าง “You are what you eat” เป็นคำที่ยังคงใช้ได้และอธิบายได้ดีที่สุด การรับประทานอาหารที่ดีและดีต่อสุขภาพเป็นกุญแจสําคัญในการมีผิวที่แข็งแรงและตัวตนที่สวยงามยิ่งขึ้น คุณไม่ควรข้ามมื้ออาหารของคุณแม้ว่าคุณจะอยู่ในช่วงไดเอทก็ตาม การอดอาหารแบบหักดิบไม่เคยดีต่อสุขภาพของคุณ คุณควรใช้เวลาอย่างน้อย 4 มื้อต่อวันโดยจะต้องเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งอาหารเช้า อาหารกลางวัน อาหารว่างและอาหารเย็น อาจจะฟังดูเยอะจังเลยตั้ง 4 มื้อนั้นอาจจะฟังดูเยอะเมื่อคุณคิดถึงมื้ออาหารที่ชอบเต็มโต๊ะไปหมดและรับรองได้เลยเมื่อคุณหันมาทานหารหารที่ดีต่อสุขภาพคุณจะคิดว่า 4 มื้อนั้นไม่พอหรอก! 2. เลือกกินอาหารสุขภาพ : เติมสารอาหารและวิตามินที่จำเป็นต่อผิว และยังเหมาะต่อการคุมน้ำหนักอีกด้วย อาหารสุขภาพนอกจากจะช่วยให้ร่างกายของคุณมีสุขภาพที่ดีแล้วยังช่วยให้ผิวของคุณดูสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย อาหารบางอย่างโดยเฉพาะอาหารแปรรูป อาหารทอด อาหารจานด่วน และการทานน้ําตาลสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิวของคุณในทางลบทำให้เกิดการอักเสบที่เพิ่มขึ้นในร่างกายของคุณอาจส่งผลเสียต่อผิวของคุณ เช่น การระคายเคือง สิว และสร้างความชราแก่ผิวได้ Omega 3 : โอเมก้า 3 […]

<strong><em>“Hot Stone”การนวดหินร้อนจากการผ่อนคลายสู่ผิวสวยประโยชน์ต่อสุขภาพของการนวดด้วยหินร้อนคืออะไร?</em></strong>

ครีม

ลองนึกถึงครั้งสุดท้ายที่คุณเครียด กล้ามเนื้อของคุณรู้สึกอย่างไรเจ็บปวดมากหรือเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคุณคือต้องการวิ่งเข้า Spa แต่แพคเกจที่หลากหลายล่อตาล่อใจเรานั้นแพคเกจไหนล่ะที่จะตอบโจทย์คุณ พอเหลือบไปเห็นคำว่า Hot Stone มันฟังดูแล้วเป็นแพคเกจที่พิเศษและดูหรูหราและดึงดูดไม่น้อย และมันจะต่างจากการนวดน้ำมันปกติมากหรือเปล่า จะคุ้มค่าต่อการเลือกมั้ย ผลพลอยได้ที่อาจทำให้ผิวสวยสุขภาดีขึ้น ลองเลื่อนลงข้างล่างเพื่อประกอบการตัดสินใจกันคะ การใช้หินร้อนเพื่อปรับปรุงสุขภาพและการผ่อนคลายที่เก่าแก่ที่สุดเกิดขึ้นในอินเดีย พิธีกรรมนี้เริ่มขึ้นในหมู่ชาวฮินดูในอินเดียเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อนและถูกเรียกว่า “อายุรเวท” สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการวางหินบนร่างกายเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อตึงเครียดและบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยังวางหินบนหน้าท้องเพื่อปรับปรุงการย่อยอาหาร และประมาณ 3,000 ปีต่อมาชาวอาหรับใช้แก้วเผาไฟครอบหรือเรียกว่าการครอบแก้ว(Cupping Therapy) ตามตำแหน่งของการวางหินร้อนเพื่อรักษาโรค  ต่อมาชาวพื้นเมืองของหมู่เกาะแซนด์วิชหรือที่เรารู้จักในชื่อฮาวายได้ค้นพบว่าการห่อหินลาวาอุ่น ๆ ไว้ในใบไม้และนําไปใช้กับร่างกายจะช่วยบรรเทาอาการปวดโดยควบคุมวิธีการโดยหมอยาที่เรียกว่า Kahunas จนมาถึงชนพื้นเมืองอเมริกันได้ให้การยอมรับว่าความร้อนที่เกิดจากหินช่วยลดกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดและทําให้ร่างกายผ่อนคลายลง การใช้การนวดด้วยหินร้อนในยุคปัจจุบันมีความหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกันมากมาย โดยปกติแล้วหินมักจะถูกทําให้ร้อนแล้วนำมานวดตามร่างกาย แต่ก็จะมีบางวิธีที่นำหินไปแช่เย็นและสลับกับหินที่อุ่นซึ่งจะเพิ่มการไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อที่ต้องการผ่อนคลายโดยอาจจะเคลือบด้วยน้ำมันเพื่อให้ลื่นไถลไปทั่วผิว อะไรคือความแตกต่างระหว่างการนวดหินร้อนและการนวดปกติ? ความแตกต่างที่สําคัญระหว่างการนวดด้วยหินร้อนและการนวดปกติคือจุดโฟกัสของการนวดหินร้อนคือการใช้หินเพื่อใช้แรงกดในระหว่างการนวดบําบัดเพื่อส่งเสริมการผ่อนคลายหินที่ร้อนบวกกับน้ำหนักที่กดจะสามารถสลายกล้ามเนื้อที่ตึงได้เร็วกว่าการนวดจากมือเปล่า ๆ  การนวดด้วยหินร้อนคืออะไร? การนวดประเภทนี้เกี่ยวข้องกับการใช้และการจัดวางหินในจุดต่าง ๆ ของร่างกาย หินจะถูกทําให้ร้อนก่อนการใช้งานและนักนวดบําบัดสามารถใช้แรงกดในจุดที่ต้องการรักษาโดยการวางหินร้อนจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่านคลายได้มากขึ้นเมื่อบวกกับการนวดจะทำให้การคลายตัวสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ทําไมต้องเป็นหินร้อน? หินแม่น้ำหินบะซอลต์เป็นหินที่ใช้กันมากที่สุดในระหว่างการนวดประเภทนี้เพราะเรียบจากกระแสน้ําและเก็บความร้อนได้ดี พวกเขามักจะทําจากหินภูเขาไฟซึ่งช่วยให้พวกเขาความร้อนได้อย่างรวดเร็วและเก็บความร้อนนั้นเป็นเวลานาน ก่อนการรักษาหินจะถูกทําให้ร้อนในเครื่องทําความร้อนระดับมืออาชีพด้วยอุณหภูมิ 110 ° F ถึง 145 ° F การนวดประเภทนี้รักษาอะไร? ทุกคนรู้ว่าการนวดเป็นการรักษาเป็นวิธีทางธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสําหรับเพื่อลดความเครียด แต่การนวดประเภทนี้สามารถช่วยรักษาและแก้ไขปัญหาอื่น […]

<strong><em> “Gua Sha”กัวซาขูดผิวขับไล่สารพิษพบกับประโยชน์บางอย่างที่อาจทำให้ผิวของคุณสวยยิ่งขึ้น</em></strong>

ครีม

ในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของจํานวนคนหันมาใส่ใจดูแลตัวเองโดยเฉพาะเรื่องความสวยความงามนั้นมากขึ้นทุก ๆ วัน ตั้งแต่มีการระบาดใหญ่ของไวรัสทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงรวมถึงเลี่ยงการใช้บริการคลินิกหรือสถานเสริมความงามด้วยจึงทำให้เกิดการฝึกดูแลความสวยงามด้วยตัวเอง ถึงจะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับการเข้ารับบริการจากผู้เชี่ยวชาญแต่ก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสําหรับความรู้หรือการค้นพบเครื่องมือและเทคนิคใหม่ ๆ ในการปรับปรุงสุขภาพผิว ทำให้อุปกรณ์เสริมความงามที่ไม่ได้ถือว่าใหม่แต่กลับมาฮอตฮิตอีกครั้งอย่าง “กัวซา – Gua Sha” เครื่องมือ Gua Sha ที่ดีจะสร้างขึ้นจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติ เช่น เขาสัตว์หรืองาช้าง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปทำให้หายากขึ้นและมีการปกป้องสัตว์จากการทารุณมากยิ่งขึ้นจึงหันมาใช้วัสดุอื่นอย่างอัญมณีหรือหินสีต่าง ๆ เพราะหินเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากแร่ธาตุต่าง ๆ มันได้รวบรวมพลังงานอันศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่ใช้ในการสร้างสมดุลแก่ร่างกายและผิวที่มีสุขภาพดี แต่ก่อนที่เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ที่น่าประทับใจของ Gua Sha Stones ให้เราแนะนำประวัติศาสตร์และที่มาที่ไปเล็กน้อยเกี่ยวกับ Gua Sha กัวซา(Gua Sha) คืออะไร? กัวซาได้ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยชาวจีนโบราณมาเป็นเวลานานแล้ว โดยประมาณการว่ามีการบันทึกครั้งแรกเมื่อประมาณ 700 ปีก่อนในยุคของราชวงศ์หมิง Gua Sha เป็นคําในภาษาจีนที่ออกเสียงว่า Gwah-Shah แบ่งออกเป็นสองคำสองความหมาย คือ “Gua”หมายถึงขูด และ “Sha” หมายถึงทราย (ในที่นี้หมายถึงรอยแดงที่นูนขึ้นบนผิว) เกิดจากแบคทีเรียหรือสารพิษจากไวรัสซึ่งทําลายเส้นเลือดฝอยจนมันได้สร้างบริเวณที่เกิดภาวะจุดเลือดคั่งเลือดไม่ไหลเวียนจนเกิดการคั่งค้างเมื่อช่างเทคนิคขูดผิวหนังเบา ๆ จะเห็นจุดเล็ก ๆ รวมกันเป็นพื้นผิวแดงเป็นจ้ำ ๆ หรือเป็นจุดเล็ก […]

<strong><em>THE GOLDEN GODDESS MAKEUP LOOKเมคอัพลุคเทพธิดากรีก จาก Charlotte Tilburyค้นพบวิธีใช้การแต่งหน้าโทน Golden เพื่อลุคความงามสำหรับชายหาดที่สมบูรณ์แบบ</em></strong>

ครีม

หนึ่งเมคอัพลุคที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือเป็นที่รู้จักกันสักเท่าไหร่นั่นคือการเมคอัพแนวเทพหรือเทพีจากกรีกโบราณโดยเราจะคุ้นตาและร้องอ๋อเลยถ้าพูดถึงภาพยนตร์จากฝั่งฮอลลีวู๊ดที่สามารถจินตนาการและได้เนรมิตรเมคอัพลุคที่ดูสวยสะดุดตาดูมีออร่าเหมือนกับได้ย้อนไปชมความรุ่งเรืองของกรีกโบราณอีกครั้ง ทำไมเราถึงอยากพูดถึงการแต่งหน้าลุคเทพธิดากรีกนี้น่ะเหรอ ก็เพราะว่าลุคนี้สามารถทำให้ผู้หญิงทุกคนสวยขึ้น! ใช่แล้วเป็นลุคที่จะทำให้ทุกคนสวยขึ้นได้จริง ๆ โดยใช้พื้นฐานหน้าตาเดิมของคุณแต่เหมือนการแหวกม่านหมอกที่คอยบดบังความสวยที่คุณมีให้ออกมาเด่นชัดดูมีออร่ามากยิ่งขึ้น โดยมีแบรนด์หลักที่มีคอนเซป์ที่เป็นรูปเป็นร่างได้ชัดเจนมากที่สุดก็จะเป็นแบรนด์ Charlotte Tilbury ที่เป็นผู้ค้นพบลุค GOLDEN GODDESS แบรนด์นี้มีชื่อเสียงเรื่องของคุณภาพมากได้รับคำชมมากมายไม่ว่าจะทั้งคนธรรมดา อินฟลูเอนเซอร์ ดารา เซเลป หรือแม้กระทั่งช่างแต่งหน้ามืออาชีพ ทำไมลุคนี้ของ Charlotte Tilbury ถึงน่าสนใจ? ก็เพราะว่าลุคนี้จะช่วยเพิ่มความเปล่งปลั่งแบบที่คุณไม่เคยมีมาก่อนเนื่องจากลุคนี้มีคอนเซ็ปท์ที่ทำให้เราเหมือนเทพธิดาที่มาจากสวรรค์มีออร่า ความสว่าง และความงดงามที่โดดเด่นด้วยผมที่เป็นลอนหยิกยุ่งเหยิงนิดหน่อย มีสีผิวที่เร่าร้อนเปล่งปลั่ง และดวงตาที่สดใส The Golden Goddess เป็นหนึ่งลุคที่สามารถสู้และเล่นแสงได้ดีมากทำให้ใบหน้าดูเจิดจ้าเติมเต็มความงามของชายหาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ! หากคุณมีแผนที่จะไปท่องเที่ยวตั้งแต่ Ibiza ไปจนถึง St.tropez ลุคแต่งหน้าทั้งหมดที่คุณต้องการก็คือ GOLDEN GODDESS จาก Charlotte Tilbury เพื่อลุคฤดูร้อนที่ไม่รู้จบ MAGIC STEP 1 : เตรียมผิวของคุณด้วยนวัตกรรมการดูแลผิว การบำรุงผิวการแต่งหน้าทุกครั้งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับความติดทนและความสวยงามโดยทั่วไปของลักษณะผิว หากผิวของคุณมีความชุ่มชื้นไม่เพียงพอเครื่องสำอางเหล่านี้ก็จะตกร่องและไม่สม่ำเสมอ โดยการเตรียมผิวของคุณให้พร้อมเพื่อผิวหน้าที่เรียบเนียน ชุ่มชื้น ดูอวบอิ่มโดยใช้นวัตกรรมการดูแลผิวของ Charlotte Tilbury เริ่มด้วย Charlotte’s […]

“Taking Care of Your Skin (for Teens)”เข้าสู่วัยรุ่นควรดูแลผิวยังไงดี?วิธีการดูแลตัวเองเพื่อสร้างผิวสวยที่โดดเด่นให้สมวัย

รีวิวครีม

เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวสิ่งแรกที่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุดคือ “ผิว” ทำให้การดูแลผิวเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับวัยรุ่นเพราะหากมีการดูแลผิวไม่ดีแล้วล่ะก็อาจจะสะสมปัญหาผิวและทำให้มันส่งผลเสียเป็นเวลานานเช่นรอยแผลเป็นและลักษณะผิวแย่ ๆ ถ้าเกิดขึ้นในวัยนี้แล้วสะสมไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการแก้ไขที่ดีหรือวิธีที่เหมาะสมมันก็จะกลายเป็นความผิดพลาดติดผิวไปจนอยากย้อนเวลากลับไปดูแลผิวให้ดีเลยล่ะ ด้วยจากวัยเด็กที่ร่างกายยังไม่ต้องมีกิจกรรมที่สุดโหด ฮอร์โมนที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง หรือยังไม่มีความเครียดและการกดดันจึงทำให้เจอกับปัญหาผิวค่อนข้างน้อย แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแล้วทุกอย่างก็พร้อมที่จะปะทะเข้าหาคุณโดยปัญหาที่สำคัญเลยคือฮอร์โมนและความสะอาดแล้ววัยรุ่นควรดูแลผิวยังไงดีล่ะ? เรามีวิธีดูแลผิวที่เหมาะกับวัยรุ่นมาฝากตามด้านล่างนี้เลยค่ะ ล้างหน้าวันละสองครั้ง เช้า-เย็น ควรเลือกใช้ : ส่วนผสมอย่างกรดซาลิไซลิกหรือกรดแลคติก ช่วยละลายสิ่งสกปรกและน้ำมัน ซึ่งทำให้รูขุมขนไม่อุดตัน การล้างหน้าเป็นการรักษาความสะอาดของผิวที่สำคัญสำหรับทุกคนซึ่งจะทำให้คุณมีผิวที่สุขภาพดี แต่เมื่อคุณยังเป็นวัยรุ่นผิวของคุณเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่สงบ เราหมายความว่าระบบต่าง ๆ ในร่างกายกำลังก่อความวุ่นวายเพราะระบบต่าง ๆ เหมือนกับต้องอัปเดตตัวเองให้พร้อมต่อการเติบโต โดยช่วงวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าตอนที่ยังเป็นเด็กหรือโตเป็นผู้ใหญ่  การทำให้ผิวสะอาดเป็นพื้นฐานของผิวที่แข็งแรง เริ่มต้นด้วยการล้างหน้าอย่างน้อยวันละสองครั้ง(หากผิวมีความสกปรกมากเกินไปก็สามารถล้างเพิ่มได้) ให้ล้างหน้าตอนเช้าด้วยน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อให้ผิวสดชื่นไม่แห้งตึง ส่วนตอนเย็นให้ล้างด้วยน้ำอุ่นเพื่อความสะอาดที่หมดจดห้ามใช้น้ำร้อน(ในคนที่ชอบอาบน้ำร้อนเพื่อความสบายตัวควรลดอุณหภูมิของน้ำเมื่อล้างหน้า)  หากใครมีปัญหาเรื่องผิวมันน้ำอุ่นเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดเพราะมันจะช่วยล้างไขมันได้ดีกว่าน้ำเย็นและเป็นมิตรกับผิวมากกว่าน้ำร้อนโดยใช้ร่วมกันคลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิวมันจะช่วยเสริมกันเพื่อขจัดสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลีกเลี่ยงการใช้สบู่(เว้นแต่จะใช้สำหรับล้างหน้าโดยเฉพาะ) เพราะอาจทำให้ระคายเคืองต่อรูขุมขนบนใบหน้าและกระตุ้นให้เกิดสิวได้ ให้นวดวนเป็นวงกลมอย่างอ่อนโยน อย่าถูขึ้นลงไปมาแบบรีบ ๆ เพราะเท่ากับเป็นการดึงผิวให้หย่อนยานก่อนวัยได้ควรเน้นบริเวณที่มีแนวโน้มจะมีความมันและสกปรกมากที่สุด เช่น จมูก หน้าผาก คอ และคาง  มอยส์เจอไรเซอร์ ควรเลือกใช้ : เนื้อสัมผัสแบบ Gel, Jelly, Fluid, Lotion และ Priming เบาสบายผิว ผิวชุ่มชื้นเรียบเนียน […]

“Itchy Skin”ผิวคันง่ายหรือเปล่า?อาจไม่ใช่แค่ผิวแห้งที่ทำให้คันผิวมีอีกหลายสาเหตุมาดูกัน!

รีวิวครีม

เมื่อเกิดอาการคันตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายเหตุผลอันดับแรก ๆ เลยคงหนีไม่พ้นอาการแพ้อาการคันเป็นที่ทำให้รู้สึกไม่สบายผิว ระคายเคือง และควบคุมไม่ได้ซึ่งทำให้คุณต้องเกาเพื่อบรรเทาความรู้สึก โดยปกติแล้วมันมักไม่เป็นอันตรายและมักจะเป็นปัญหาผิวเพียงชั่วคราวเท่านั้น อาการผิวคันมักจะมีผื่นเป็นอาการร่วมแต่บางครั้งกลับไม่มีผื่นหรือความผิดปกติบนผิว อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าไม่ใช่แค่อาการแพ้ปกติ เพราะจริง ๆ แล้วนอกอาการแพ้แล้วยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ผิวมีอาการคันอีกหลายสาเหตุ อาจจะมาจากปัญหาในร่างกายบางอย่าง เช่น เกี่ยวกับเส้นประสาท ไต ไทรอยด์ หรือตับ ซึ่งระดับของอาการคันอาจแตกต่างกันไปจากเล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรง ร่างกายของคุณอาจกำลังฟ้องอะไรบางอย่าง ลองมาดูสาเหตุที่เป็นต้นเหตุของอาการคันเพื่อจะได้รู้ต้นตอของปัญหาและจะได้แก้ไขได้อย่างตรงจุด อาการ ผิวหนังมีหน้าที่สำคัญเป็นเกราะป้องกันที่ปกป้องภายในร่างกาย เต็มไปด้วยเซลล์พิเศษของระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถปกป้องร่างกายและผิวหนังจากไวรัส แบคทีเรีย และภัยคุกคามอื่น ๆ เมื่อเซลล์ผิวหนังตรวจพบสารที่น่าสงสัยชนิดใดก็ตาม พวกมันจะกระตุ้นปฏิกิริยาที่ทำให้บริเวณนั้นเกิดการอักเสบ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กล่าวถึงการอักเสบ นี้ ว่าเป็นผื่นหรือผิวหนังอักเสบ นี้สามารถนำไปสู่อาการคัน เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถตอบสนองต่อสิ่งที่มาสัมผัสผิวหนังหรือการเจ็บป่วยเช่นการติดเชื้อในร่างกาย ผื่นบางชนิดอาจเป็นสีแดง เจ็บปวด และระคายเคือง เกิดแผลพุพอง อาการคันที่ผิวหนังอาจส่งผลต่อพื้นที่เล็ก ๆ ตามร่างกาย เช่น หนังศีรษะ แขน ขา หรือทั่วทั้งร่างกาย  บางคนก็มีการแสดงอาการบนผิวหนังหรือบางครั้งเกิดขึ้นได้โดยไม่สามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงบนผิวและหากเกิดอาการคันบนผิวเป็นเวลานานทำให้คุณถูหรือเกาบริเวณนั้นมันบ่อย ๆ จนบางทีจะมีอาการคันที่มากขึ้นทำให้ยิ่งคันยิ่งเกาจนมีปัญหาบนผิวได้ สาเหตุหลักของอาการคัน ปัญหาจากสภาพผิว ผิวแห้งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการคัน นี้คือหนึ่งอาการคันที่ไม่เห็นตุ่มสีแดงสดหรือผดผื่นใด ๆ […]

“Citric Acid ”กรดซิตริก (AHA)ประโยชน์ต่าง ๆ ของกรดซิตริกสําหรับผิว

รีวิวครีม

เมื่อพูดถึงส่วนผสมยอดนิยมที่ผ่านหูผ่านตาเรามานานแสนนานอย่างผลไม้ตระกูลซิตรัส (Citrus) ส่วนใหญ่เราอาจจะนึกถึงแต่วิตามินซีเป็นอันดับแรกที่จริงแล้วผลไม้เหล่านี้มีกรดอื่นที่เราคุ้นตามาเหมือนกันอย่าง “AHA” ใช่ค่ะ! ตัวที่เรามักจะได้รับคำแนะนำจากเภสัชหรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อผลัดเซลล์ผิวให้กระจ่างใสซึ่ง AHA เองก็มีหลายประเภทได้แก่ กรดไกลโคลิก แลคติก และกรดมาลิก แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับกรดซิตริกที่ได้มาจากผลไม้ต่าง ๆ ที่เราชอบทานกันจนฟังดูคล้ายกับส่วนผสมที่อยู่ในสมูทตี้มากกว่าในครีมทาหน้า เป็นตัวเลือกยอดนิยมในการดูแลผิวด้วยเหตุผลหลายประการมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกันค่ะ กรดซิตริก (Citric acid) ที่จริงคำว่าซิตริก/Citric มาจากภาษาละตินคำว่าซิตรัส/Citrus แน่นอนว่าจุดกำเนิดได้มาจากผลไม้ตระกูลซิตรัส การค้นพบในครั้งแรกได้จากน้ำมะนาวโดยนักวิจัยชาวสวีเดนในปี 1784 เป็นหนึ่งในกรดอินทรีย์ต่าง ๆ มีความเป็นกรดอ่อน ๆ มีลักษณะเหมือนผลึกใสขนาดเล็ก คล้ายกับเกลือแกง แม้ว่าจะไม่มีกลิ่น แต่ก็มีรสเปรี้ยว โดยจะพบในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวที่ผลิตได้จากมะนาว ส้ม มะขามหรือสับปะรด เป็นต้นนอกจากนี้ยังพบในผลเบอร์รี่บางชนิดที่มีรสเปรี้ยว  แต่ปัจจุบันกรดซิตริกที่ระบุไว้บนฉลากส่วนผสมของอาหารและอาหารเสริมต่าง ๆ นั้นไม่ใช่กรดที่ได้ตามธรรมชาติเนื่องจากการผลิตกรดซิตริกจากผลไม้รสเปรี้ยวนั้นมีราคาแพงเกินไป จึงมีการหมักแป้งและน้ำตาลผ่านวิถีไกลโคไลซีส (Glycolysis Pathway) จนกลายมาเป็นส่วนผสมที่นิยมใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น อาหาร ยา และเครื่องสำอางบางชนิด ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ AHA หรือกรดอัลฟาไฮดรอกซีซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางและความงามเนื่องจากคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผิว  “กรดซิตริกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ผู้คนใช้เป็นเครื่องปรุงและสารกันบูดอาหาร เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง […]

BUSINESS MAKEUP LOOKลุคแต่งหน้าทางการสำหรับสาวออฟฟิศแต่งหน้าไปทำงานอย่างไรให้สวยอย่างเหมาะสมดูเป็นมืออาชีพ

ครีม

รู้หรือไม่ว่าผู้หญิงวัยทำงานนั้นต้องระวังให้มากขึ้นในการเลือกลุคการแต่งหน้าในออฟฟิศ เพราะจะต้องติดทนนาน มีความละเอียดอ่อน และน่าประทับใจ นอกจากนี้พวกเขายังต้องพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์นั้นปลอดภัยสำหรับการใช้งานในระยะยาวและจะไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือความระคายเคืองผิวหรือไม่ แต่เนื่องจากมีเครื่องสำอางมากมายในตลาดการรู้จักผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าจึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นควรเรียนรู้เทคนิคการแต่งหน้าให้เหมาะสมสำหรับสถานที่ทำงานเช่นในลุคแต่งหน้าทางการสำหรับสาวออฟฟิศเพราะว่าการปรับแต่งเล็กน้อยหรือเทคนิคการแต่งหน้าสามารถทำให้การแต่งหน้าของคุณสมบูรณ์แบบได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวันทำงานที่วุ่นวาย บทความนี้จะให้ข้อมูลโดยละเอียดและกฎสำคัญบางข้อที่ควรระวัง ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือผู้เชี่ยวชาญก็สามารถทำให้การแต่งหน้าในสำนักงานของคุณไร้ที่ติได้! STEP 1 – ขั้นตอนที่ 1 Priming – ปรับผิวด้วยไพรเมอร์ เพื่อการติดทน ไพรเมอร์อาจเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ได้เป็นชิ้นโปรดของใครหลาย ๆ คนโดยคุณอาจคิดว่ามันคงไม่จำเป็นมากนักกับลุคการแต่งหน้าต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วหากคุณอยากมีลุคการแต่งหน้าที่เรียบเนียนและติดทนไพรเมอร์จะเป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาด มันมีประโยชน์ในการช่วยเตรียมผิวและสร้างความแตกต่างอย่างมากในการแต่งหน้านอกจากนี้ยังให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวและเพิ่มความทนทานให้กับการแต่งหน้าของคุณ เพราะมีบางครั้งที่ไม่ว่าคุณจะผสมผสานรองพื้นและคอนซีลเลอร์ลงบนผิวเท่าไหร่ก็แล้วแต่กลับพบว่าสีเกินจริงและสภาพผิวดูเป็นริ้วย่นได้ง่ายมากปัญหาเหล่านี้มีทางออกเดียวไพรเมอร์การใช้ไพรเมอร์ที่มีคุณภาพจะช่วยเบลอรูขุมขนปรับผิวให้เรียบเนียนและทำให้การลงเมคอัพบนผิวได้อย่างลื่นไหลสร้างใบหน้าที่เรียบเนียนเพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์แต่งหน้าติดทนนาน ที่สำคัญสามารถลดการดรอปสีของรองพื้นหรือแป้งไม่ให้เทา หมองคล้ำหรือเปลี่ยนสีระหว่างวัน STEP 2 – ขั้นตอนที่ 2 Foundation – รองพื้น เพื่อปกปิดจุดด้อย รองพื้นเป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างพื้นผิวที่เรียบเนียนและสีผิวที่สม่ำเสมอแต่รองพื้นในท้องตลาดมีหลายชนิดมากและหลาย ๆ คนได้คิดว่าพวกมันสามารถใช้ได้เหมือนกันอาจมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยโดยมุมมองจากผลลัพธ์ที่ได้ก็คงจะจริงเพราะรองพื้นทุกตัวถูกผลิตขึ้นมาเพื่อการปกปิดและปรับพื้นผิวให้เรียบเนียนแต่ความแตกต่างของพวกมันคือแต่ละชนิดจะส่งผลหลังการใช้งานอย่างไรนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากดังนั้นคุณควรเลือกชนิดของรองพื้นให้ถูกกับสภาพผิว โดยเทรนด์รองพื้นของสาว ๆ สมัยนี้คือปกปิดแต่บางเบาเหมือนผิวจริง เมื่อคุณต้องการการปกปิดแต่ไม่ชอบรองพื้นที่ให้ความรู้สึกว่าติดหนึบอยู่บนผิวของคุณควรมองหารองพื้นที่เป็นสูตรบางเบาในลักษณะเนื้อเซรั่ม โทนสีอัพผิว และ CC ครีมมักจะมีความสม่ำเสมอและให้ความรู้สึกเบาผิวมากกว่าเมื่อเทียบกับรองพื้นแบบเดิม ๆ โดยการใช้แปรงเริ่มต้นด้วยการกดรองพื้นลงที่หลังมือจากนั้นก็ใช้แปรงแต่งหน้าแตะรองพื้นขึ้นมาเริ่มจากส่วนกลางของใบหน้าเช่น จมูก หน้าผากและแก้ม  แล้วค่อย ๆ […]

ผิวมีรูพรุน!สาเหตุของรูขุมขนกว้างและเคล็ดลับ 12 ข้อในการดูแลและป้องกันทำความเข้าใจสาเหตุของการอุดตันของรูขุมขนและเคล็ดลับง่ายๆ ในการสลายรูขุมขนอย่างอ่อนโยน

ครีม

เมื่อวันหนึ่งคุณส่องกระจกและสังเกตได้ถึงรูขุมขนที่จมูกได้ขยายใหญ่ขึ้นจนอาจจะไม่น่าดูนักสิ่งเหล่านี้สามารถกระทบกับรูปลักษณ์โดยรวมของผิวคุณและอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตามด้านล่างนี้คือสิ่งที่คุณสามารถทำได้ด้วยการดูแลรักษาเพียงเล็กน้อยได้ด้วยตัวเองที่บ้านเช่นการทำความสะอาดผิวที่ดีและถูกต้องเพื่อขจัดสิ่งอุดตันและลดหรือบรรเทาขนาดของรูพรุนที่มีโอกาสใหญ่ขึ้นได้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาออกไปซื้อไพรเมอร์มาเติมเต็มเพื่อปกปิดรูขุมขนเหล่านี้! อย่าสะสมปัญหาทำให้เกิดรูขุมขนกว้างแต่ลองหันมาป้องกันไม่ให้รูขุมขนเหล่านั้นมาทำลายความมั่นใจของคุณด้วยวิธี DIY ง่าย ๆ  อะไรคือรูขุมขนกว้าง? รูพรุนของผิวหมายถึงรูขุมขนบนผิวหนังสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือน ‘อาการห่อเหี่ยวของผิว’ โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดใหญ่กว่ารูขุมขนบนใบหน้าของคนที่มีผิวแห้ง มักจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในผิวหน้าที่มีเหงื่อและน้ำมันเนื่องจากมีต่อมน้ำมันที่ใหญ่กว่า รูขุมขนเหล่านี้จึงต้องขยายเพื่อช่วยในการเข้าและออกของน้ำ เหงื่อ น้ำมัน ฯลฯ โดยเฉพาะบริเวณจมูก รูขุมขนที่ใหญ่เกิดจากอะไร? แม้ว่ารูขุมขนที่มีขนาดใหญ่จะเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกาย แต่ก็มีบางอย่างที่จะช่วยกระตุ้นให้มันมีขนาดใหญ่ขึ้น มีปัจจัยหลายอย่างอาจทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้อาจรวมถึง การหลั่งไขมันส่วนเกิน ความยืดหยุ่นรอบ ๆ รูขุมขนลดลงตามอายุ กล่าวอีกนัยหนึ่งเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินจะบางลง ผิวหนังจะหลวมและทำให้รูขุมขนดูใหญ่ขึ้น สิวกำเริบเรื้อรังซึ่งอาจทำให้เกิดสิวหัวดำได้ การเกิดสิวหัวดำสะสมอย่างต่อเนื่องสามารถเพิ่มขนาดรูขุมขนของคุณได้ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศและรอบเดือน โดยขนาดรูพรุนที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นระหว่างการตกไข่ การดูแลผิวที่ไม่ดีอาจทำให้รูขุมขนอุดตันด้วยเหงื่อ น้ำมัน และสิ่งสกปรก ซึ่งจะทำให้รูขุมขนขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ความเสียหายจากแสงแดดจะเพิ่มการหลั่งไขมันและยังนำไปสู่การยืดรูขุมขนของจมูกทำให้ดูใหญ่ขึ้น กรรมพันธุ์มีบทบาทในการกำหนดขนาดของรูขุมขน สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุของรูขุมขนขยายใหญ่การทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้คุณจัดการกับปัญหาได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนถัดไปเรามีเคล็ดลับที่อาจเป็นประโยชน์และง่ายต่อการดูแลผิวเบื้องต้น 12 ข้อในการชะลอและหลีกเลี่ยงการขยายตัวของรูพรุนเหล่านี้ 1. อย่าเข้านอนพร้อมกับเครื่องสำอางที่ยังไม่ได้ลบ การเข้านอนโดยแต่งหน้าจะทำให้รูขุมขนอุดตันได้ ล้างเครื่องสำอางออกเสมอและล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ทำความสะอาดใบหน้าของคุณหรือน้ำยาทำความสะอาดที่อ่อนโยนหรือน้ำไมเซล่าก่อนนอน และหากคลีนเซอร์ของคุณมีประสิทธิภาพที่ดีหรือผิวของคุณไม่ได้สกปรกมากอาจไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดสองครั้งเพราะหากคุณล้างมากจนเกินไปอาจทำให้ผิวแห้งจนเกิดปัญหาใหม่เช่นผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ 2. ควรทำความสะอาดใบหน้าของคุณวันละสองครั้ง เราไม่ให้ล้างหน้าสองครั้งในเวลาเดียวกันก็จริงแต่การล้างหน้าวันละสองครั้งเช้า – เย็นด้วยน้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อน) จะเป็นวิธีที่เหมาะสมเพื่อช่วยขจัดคราบเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ความมัน […]